
ร่างกายสูญเสียน้ำตลอดเวลา ทั้งจากการหายใจ เหงื่อ ปัสสาวะ และการทำงานของอวัยวะภายใน สำหรับคนที่ทำงานในประเทศไทยซึ่งมีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี การเติมน้ำให้ทันคือเรื่องที่ต้องตั้งใจ ไม่ใช่รอให้กระหายแล้วค่อยดื่ม เพราะความกระหายเป็นสัญญาณที่มาช้ากว่าความต้องการจริงของร่างกาย
ควรดื่มวันละเท่าไร
คำแนะนำทั่วไปคือ 1.5–2 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 6–8 แก้ว แต่ควรปรับตามปัจจัยเหล่านี้
- น้ำหนักตัว คนตัวใหญ่ต้องการน้ำมากกว่าคนตัวเล็ก
- ลักษณะงาน งานกลางแจ้งหรือใช้แรงมาก อาจต้องการ 3 ลิตรขึ้นไป
- อุณหภูมิและความชื้น ยิ่งร้อนและชื้น ยิ่งเสียเหงื่อมาก
- เครื่องดื่มอื่น กาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ควรดื่มน้ำเปล่าเสริม
สัญญาณว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำ
- ปัสสาวะสีเข้มและปริมาณน้อย
- ปากแห้ง คอแห้ง ริมฝีปากแตก
- ปวดศีรษะตื้อ ๆ สมาธิสั้นลง หงุดหงิดง่าย
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติทั้งที่นอนพอ
- เป็นตะคริวระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย
เทคนิคง่าย ๆ ที่ทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้น
1. วางขวดน้ำไว้ในระยะมองเห็น
พฤติกรรมมนุษย์ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่มองเห็น การมีขวดน้ำวางบนโต๊ะทำงานเพิ่มความถี่ในการดื่มได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการต้องลุกเดินไปกดน้ำทุกครั้ง
2. ตั้งเป้าเป็นช่วงเวลา ไม่ใช่ยอดรวม
แทนที่จะบอกตัวเองว่าต้องดื่มให้ครบ 2 ลิตรก่อนเข้านอน ลองแบ่งเป็นก่อนพักเที่ยงหนึ่งขวด และก่อนเลิกงานอีกหนึ่งขวด วิธีนี้ทำให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ดูดซึมได้ดีกว่า และไม่ต้องตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึก
3. ดื่มก่อนรู้สึกกระหาย
ตั้งเตือนทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงแรกจนกลายเป็นนิสัย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าจอซึ่งมักลืมตัว
4. องค์กรควรทำให้น้ำเข้าถึงง่าย
การจัดจุดน้ำดื่มให้กระจายทั่วพื้นที่ทำงาน และดูแลให้มีน้ำเพียงพอตลอดกะ เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงในแง่ของสุขภาพพนักงานและการลดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า
ข้อควรระวัง
การดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาสั้น ๆ อาจทำให้สมดุลเกลือแร่ในเลือดผิดปกติได้ ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรืออยู่ระหว่างการรักษาที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำ